น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณรายละเอียด
บริษัทไทยตั้งแต่ปี 1999 · แบรนด์ VISTRA ตั้งแต่ปี 2006·ร้านค้าทางการบน SHOPEE · LAZADA · TIKTOK SHOP · LINEบริษัทไทยตั้งแต่ปี 1999 · แบรนด์ VISTRA ตั้งแต่ปี 2006
ช่องทางการสั่งซื้อ
JAPAN QUALITY·輝く毎日を、内側から。·GMP · ISO · HACCP · FSSC 22000 · HALAL CERTIFIED
ดูแลประจำวัน

ผิวหมองคล้ำ ดูโทรม เกิดจากอะไร ดูแลอย่างไรดี?

·
ผิวหมองและดูโทรมมักมาจากแดดที่ผ่านกระจกและเมฆได้ ทาครีมกันแดดน้อยหรือไม่ทาซ้ำ ผิวแห้ง นอนน้อย บุหรี่ และแอลกอฮอล์ ดูแลจากภายในด้วยการนอน 7 ชั่วโมงขึ้นไป เลิกบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ และกินผักผลไม้ ภายนอกทาครีมกันแดดให้พอและทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง ถ้ามีรอยหรือสีผิวเปลี่ยนเร็วให้พบแพทย์ผิวหนัง

ผิวที่ดูหมองคล้ำ ไม่สดใส และดูโทรมตลอด ส่วนใหญ่มาจากหลายเรื่องในชีวิตประจำวันที่เกิดพร้อมกัน ได้แก่ แสงแดดที่โดนทุกวันโดยไม่รู้ตัว ทาครีมกันแดดน้อยเกินไปหรือไม่ทาซ้ำ ผิวแห้ง นอนน้อย สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ การดูแลจึงมีสองด้านคู่กัน ด้านนอกคือกันแดดให้ถูกวิธีและดูแลผิวไม่ให้แห้ง ด้านในคือการนอน เลิกบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ และกินผักผลไม้ให้พอ ถ้ามีรอยหรือสีผิวที่เปลี่ยนไปเร็วผิดสังเกต ให้ไปพบแพทย์ผิวหนัง

ผิวหมองคล้ำไม่สดใส ดูโทรมตลอด เกิดจากอะไร?

ผิวดูหมองมักไม่ได้มีสาเหตุเดียว แต่มาจากนิสัยและสิ่งแวดล้อมที่ผิวเจอทุกวันหลายอย่างรวมกัน ลองไล่ดูทีละข้อว่าตัวเองตรงกับข้อไหนบ้าง

แสงแดดที่โดนทุกวันโดยไม่รู้ตัว

ในเมืองไทยแดดแรงเกือบทั้งปี WHO ระบุว่าเมื่อดัชนียูวี (UV index) ตั้งแต่ 3 ขึ้นไป ผิวมีโอกาสถูกทำร้ายมากขึ้นและควรป้องกัน และยูวีแรงที่สุดในช่วงเที่ยงวัน

หลายคนคิดว่าไม่ได้ออกแดด แต่ American Academy of Dermatology (สมาคมแพทย์ผิวหนังสหรัฐฯ) ระบุว่า

  • รังสียูวีที่เป็นอันตรายผ่านเมฆได้ถึง 80% วันที่ฟ้าครึ้มจึงยังโดนแดดอยู่
  • รังสี UVA ผ่านกระจกหน้าต่างได้ ส่วน UVB ถูกกระจกกั้นไว้ การนั่งข้างหน้าต่างหรือขับรถทุกวันจึงยังโดน UVA

แดดที่สะสมจากการเดินไปป้ายรถ ตลาดตอนสาย หรือนั่งริมหน้าต่างทุกวัน จึงเป็นสาเหตุที่หลายคนมองข้าม

ผิวแห้งจนดูหยาบและไม่มีน้ำมีนวล

ผิวที่แห้งจะดูหยาบ ลอกเป็นขุย และไม่สะท้อนแสง American Academy of Dermatology ระบุสาเหตุที่พบบ่อยของผิวแห้งว่า มาจากการอาบน้ำร้อนนาน ๆ การใช้สบู่ที่ระงับกลิ่นหรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่แรง อากาศแห้ง และการสูบบุหรี่ อายุที่มากขึ้นก็ทำให้ผิวสร้างน้ำมันน้อยลง ในบ้านเรา การอยู่ห้องแอร์ทั้งวันทำให้อากาศรอบตัวแห้งได้เช่นกัน

ล้างหน้าหรือขัดผิวแรงเกินไป

การขัดหน้าแรง ๆ หรือขัดบ่อยเพื่อให้ผิวดูใหม่ อาจได้ผลตรงข้าม American Academy of Dermatology เตือนว่าการขัดผิวมากเกินไปทำให้ผิวแดงและระคายเคือง และการถูหน้าแรง ๆ ตอนล้างหน้าก็ทำให้ผิวระคายเคืองได้ ผิวที่แดงและแห้งจากการระคายเคืองจะดูไม่สม่ำเสมอและดูเหนื่อย

นอนน้อย

การนอนน้อยแสดงออกที่หน้าได้จริง งานวิจัยในวารสาร Sleep ปี 2013 ถ่ายรูปผู้เข้าร่วม 10 คน หลังนอนตามปกติ และหลังจากที่นอนเพียง 5 ชั่วโมงแล้วอดนอนต่ออีก 31 ชั่วโมง แล้วให้คน 40 คนดูรูป ผลคือหน้าของคนที่อดนอนถูกมองว่าผิวซีดกว่า ใต้ตาคล้ำกว่า ตาบวมและแดงกว่า เปลือกตาตก และมุมปากตกกว่า หรือพูดง่าย ๆ คือดูเหนื่อยกว่า

สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์

American Academy of Dermatology ระบุว่าการสูบบุหรี่ทำให้ผิวดูหมองและไม่มีสีเลือด และทำให้เกิดริ้วรอย ส่วนแอลกอฮอล์ทำให้ผิวเสียน้ำ คนที่สูบบุหรี่หรือดื่มบ่อยในช่วงงานเลี้ยง จึงอาจเห็นผิวดูหมองชัดขึ้น

สาเหตุ สังเกตได้อย่างไร
แดดสะสม โดนแดดสั้น ๆ หลายครั้งต่อวัน นั่งข้างหน้าต่าง ขับรถทุกวัน
ผิวแห้ง ผิวตึงหลังล้างหน้า หยาบ ลอกเป็นขุย อยู่ห้องแอร์ทั้งวัน
ขัดหรือถูแรง ผิวแดง แสบเวลาทาผลิตภัณฑ์
นอนน้อย นอนไม่ถึง 7 ชั่วโมง ใต้ตาคล้ำ หน้าดูซีด
บุหรี่ แอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ ดื่มบ่อย ผิวดูหมองและแห้ง

ทาครีมกันแดดทุกวันแต่ผิวยังหมองคล้ำ เป็นเพราะอะไร?

คำตอบที่พบบ่อยคือ ทาน้อยเกินไป ไม่ทาซ้ำ หรือใช้ครีมกันแดดอย่างเดียวโดยไม่ป้องกันแดดด้วยวิธีอื่น ครีมกันแดดจึงกันแดดได้ไม่เต็มที่อย่างที่คิด

ทาน้อยเกินไป

American Academy of Dermatology แนะนำให้ทาหน้าอย่างน้อย 1 ช้อนชา และผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ต้องใช้ราว 1 ออนซ์ หรือประมาณเต็มแก้วช็อตเล็ก ๆ ถ้าทาทั้งตัว ส่วน NHS ของสหราชอาณาจักรระบุว่าผู้ใหญ่ควรใช้ราว 6 ถึง 8 ช้อนชาถ้าทาทั้งตัว หลายคนบีบออกมาเพียงเม็ดเล็ก ๆ แล้วเกลี่ยบาง ๆ ซึ่งน้อยกว่านี้มาก

อย่าลืมคอ หู และหลังมือ ซึ่งโดนแดดตอนขับรถหรือเดินทางทุกวัน

ทาครั้งเดียวตอนเช้า

ครีมกันแดดไม่ได้อยู่บนผิวทั้งวัน American Academy of Dermatology แนะนำให้ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงเมื่ออยู่กลางแจ้ง และทาซ้ำทันทีหลังว่ายน้ำหรือเหงื่อออก NHS อธิบายว่าแดดทำให้ครีมแห้งออกไปจากผิวได้ และให้ทาซ้ำหลังลงน้ำแม้จะเป็นแบบกันน้ำ อากาศร้อนชื้นของไทยทำให้เหงื่อออกง่าย จุดนี้จึงสำคัญ

ทาแล้วออกแดดทันที

American Academy of Dermatology ระบุว่าผิวใช้เวลาราว 15 นาทีในการซึมครีมกันแดดก่อนจะเริ่มป้องกันได้ ส่วน NHS แนะนำให้ทาก่อนออกไปข้างนอก 30 นาที และทาอีกครั้งก่อนออกจากบ้าน

ค่า SPF และการป้องกัน UVA

SPF บอกการป้องกัน UVB เป็นหลัก American Academy of Dermatology ระบุว่า SPF 30 กัน UVB ได้ 97% ค่าที่สูงกว่ากันได้มากขึ้นเพียงเล็กน้อย และไม่มีครีมกันแดดใดกันได้ 100% จึงแนะนำ SPF 30 ขึ้นไปที่ระบุว่าป้องกันทั้ง UVA และ UVB (broad spectrum) และกันน้ำ ส่วน NHS แนะนำ SPF อย่างน้อย 30 และการป้องกัน UVA ในระดับสูง ครีมกันแดดที่ขายในไทยมักบอกระดับการป้องกัน UVA เป็นค่า PA

สิ่งที่มักพลาด คำแนะนำจากแหล่งข้อมูล
ปริมาณ หน้าอย่างน้อย 1 ช้อนชา (AAD) ทั้งตัวราว 6 ถึง 8 ช้อนชา (NHS)
เวลาทา ราว 15 นาทีก่อนออกแดด (AAD) หรือ 30 นาที (NHS)
ทาซ้ำ ทุก 2 ชั่วโมง และทันทีหลังเหงื่อออกหรือลงน้ำ
ชนิด SPF 30 ขึ้นไป ป้องกันทั้ง UVA และ UVB และกันน้ำ
จุดที่ลืม คอ หู หลังมือ และริมฝีปาก (ใช้ลิปบาล์มที่มี SPF 30 ขึ้นไป)

ใช้ครีมกันแดดอย่างเดียว

NHS ระบุชัดว่าไม่ควรพึ่งครีมกันแดดอย่างเดียว ให้สวมเสื้อผ้าที่ปกปิดและอยู่ในที่ร่มช่วงที่แดดแรงที่สุด WHO แนะนำการป้องกันหลายชั้นเมื่อดัชนียูวีตั้งแต่ 3 ขึ้นไป ได้แก่ ที่ร่ม เสื้อผ้า หมวก แว่นกันแดด และครีมกันแดด และเมื่อดัชนียูวีตั้งแต่ 8 ขึ้นไปให้เลี่ยงการอยู่กลางแจ้งช่วงเที่ยงวัน ร่ม หมวกปีกกว้าง และการเลือกเดินฝั่งที่มีร่มเงา จึงช่วยได้มากกว่าการเพิ่มค่า SPF

ทาครีมกันแดดทุกวันแต่ผิวยังหมองคล้ำ ควรดูแลจากภายในอย่างไร?

การดูแลจากภายในคือการปรับการใช้ชีวิตประจำวัน สิ่งที่แหล่งข้อมูลทางการแพทย์แนะนำตรงกันคือ นอนให้พอ เลิกบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ กินผักผลไม้ให้หลากหลาย และขยับร่างกาย

นอนให้ได้ 7 ชั่วโมงขึ้นไป

CDC ของสหรัฐฯ แนะนำให้ผู้ใหญ่อายุ 18 ถึง 60 ปี นอน 7 ชั่วโมงขึ้นไป และแนะนำนิสัยการนอนดังนี้

  • เข้านอนและตื่นนอนเวลาเดิมทุกวัน
  • ปิดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างน้อย 30 นาทีก่อนนอน
  • เลี่ยงมื้อใหญ่และแอลกอฮอล์ก่อนนอน
  • เลี่ยงคาเฟอีนช่วงบ่ายถึงเย็น

ถ้านอนไม่หลับเพราะคิดเรื่องงานวนไปมา อ่านต่อได้ที่นอนไม่หลับ สมองไม่หยุดคิด ทำอย่างไรดี?

เลิกบุหรี่และลดแอลกอฮอล์

American Academy of Dermatology แนะนำว่าถ้าสูบบุหรี่ให้เลิก และให้ดื่มแอลกอฮอล์น้อยลงเพราะแอลกอฮอล์ทำให้ผิวเสียน้ำ ช่วงที่มีงานเลี้ยงติดกัน ลองเลือกบางงานที่ไม่ดื่ม หรือดื่มน้ำเปล่าสลับกัน ถ้าต้องการเลิกบุหรี่ ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรได้

กินผักและผลไม้สดให้หลากหลาย

American Academy of Dermatology แนะนำให้กินอาหารที่สมดุลและมีผักผลไม้สดมาก ๆ ในมื้อแบบไทย ทำได้ง่าย ๆ โดย

  • สั่งผักเพิ่มในอาหารจานเดียว หรือมีแกงจืดผัก ผัดผัก หรือผักลวกน้ำพริกในมื้อ
  • กินผลไม้สดตามฤดูกาลหลังอาหารแทนขนมหวาน และเปลี่ยนชนิดไปเรื่อย ๆ
  • เลือกผลไม้สดทั้งผลแทนน้ำผลไม้ที่เติมน้ำตาล

ดื่มน้ำให้พอและขยับร่างกาย

ดื่มน้ำเป็นระยะตลอดวัน โดยเฉพาะวันที่อากาศร้อน อยู่ห้องแอร์ทั้งวัน หรือเหงื่อออกมาก American Academy of Dermatology ยังแนะนำให้ออกกำลังกายเกือบทุกวันในสัปดาห์ ถ้าทำงานนั่งโต๊ะทั้งวัน ลุกเดินเป็นช่วงสั้น ๆ ระหว่างวัน

ดูแลผิวด้านนอกอย่างไรไม่ให้ผิวแห้งและดูหมอง?

นอกจากครีมกันแดด การล้างหน้าและการให้ความชุ่มชื้นอย่างอ่อนโยนคือพื้นฐานที่ทำได้ทุกวัน

ล้างหน้าอย่างอ่อนโยน

American Academy of Dermatology แนะนำว่า

  • ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน และหลังเหงื่อออกมาก
  • ใช้น้ำอุ่นพออุ่น ไม่ใช่น้ำร้อน
  • ใช้คลีนเซอร์ที่อ่อนโยน ไม่มีเม็ดขัด และไม่มีแอลกอฮอล์
  • ใช้ปลายนิ้วล้าง ไม่ถูแรง แล้วซับให้แห้งด้วยผ้านุ่ม

ทามอยส์เจอไรเซอร์ตอนผิวยังหมาด

American Academy of Dermatology แนะนำให้อาบน้ำเพียง 5 ถึง 10 นาทีด้วยน้ำอุ่น ทามอยส์เจอไรเซอร์ตอนผิวยังหมาดหลังอาบน้ำหรือล้างมือ และทาหลายครั้งต่อวันเมื่อรู้สึกว่าผิวแห้ง เนื้อครีมหรือขี้ผึ้งให้ความชุ่มชื้นได้ดีกว่าโลชั่น ถ้าอยู่ห้องแอร์ทั้งวันจนผิวตึง การใช้เครื่องเพิ่มความชื้นในห้องก็ช่วยได้

ขัดผิวเท่าที่จำเป็น

ถ้าต้องการขัดผิว American Academy of Dermatology แนะนำให้

  • เลือกวิธีที่เหมาะกับสภาพผิว ผิวแห้งหรือแพ้ง่ายอาจใช้เพียงผ้าขนหนูกับผลิตภัณฑ์ผลัดผิวแบบอ่อน
  • ยิ่งวิธีแรง ยิ่งควรทำห่างขึ้น
  • ถูเบา ๆ เป็นวงกลมราว 30 วินาที แล้วทามอยส์เจอไรเซอร์ทันที
  • ไม่ขัดผิวที่มีแผลเปิดหรือผิวที่ไหม้แดด

และหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทาแล้วแสบหรือร้อน เพราะผิวที่ระคายเคืองจะดูแดงและไม่สม่ำเสมอ

ผิวหมองแบบไหนควรไปพบแพทย์ผิวหนัง?

ผิวที่ดูหมองจากนอนน้อยหรือแดดสะสมเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย แต่ถ้ามีอาการต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์หรือแพทย์ผิวหนัง

  • มีรอยหรือจุดสีเข้มที่เกิดขึ้นใหม่ หรือขยายใหญ่ขึ้นเร็ว
  • สีผิวเปลี่ยนไปเร็วผิดสังเกตโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน เช่น คล้ำลงหรือซีดลงทั้งตัว
  • ไฝที่เปลี่ยนขนาด รูปร่าง หรือสี
  • ไฝหรือรอยบนผิวที่เจ็บ คัน อักเสบ มีเลือดออก หรือตกสะเก็ด
  • รอยใหม่หรือรอยแปลก ๆ บนผิวที่อยู่นานหลายสัปดาห์แล้วยังไม่หาย
  • ผิวแห้งมากจนคันตลอดเวลา และดูแลเองแล้วไม่ดีขึ้น
  • ผิวหมองพร้อมกับรู้สึกเหนื่อยมากผิดปกติ น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย

ถ้าใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์ทาผิวที่แพทย์สั่งอยู่ หรือกังวลว่ายาที่ใช้ประจำทำให้ผิวเปลี่ยน ไม่ควรหยุดหรือเปลี่ยนเอง ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

คำถามที่พบบ่อย

ผิวหมองคล้ำไม่สดใส ดูโทรมตลอด เกิดจากอะไร?

ส่วนใหญ่มาจากหลายเรื่องในชีวิตประจำวันพร้อมกัน ได้แก่ แสงแดดที่โดนทุกวันโดยไม่รู้ตัว ผิวแห้งจากการอาบน้ำร้อนนาน สบู่แรง หรืออยู่ห้องแอร์ทั้งวัน นอนน้อย งานวิจัยพบว่าคนที่อดนอนถูกมองว่าผิวซีดกว่าและดูเหนื่อยกว่า การสูบบุหรี่ ซึ่ง American Academy of Dermatology ระบุว่าทำให้ผิวดูหมองและไม่มีสีเลือด และแอลกอฮอล์ที่ทำให้ผิวเสียน้ำ

ทาครีมกันแดดทุกวันแต่ผิวยังหมองคล้ำ เป็นเพราะอะไร?

มักเป็นเพราะทาน้อยเกินไป ไม่ทาซ้ำ หรือใช้ครีมกันแดดอย่างเดียว American Academy of Dermatology แนะนำให้ทาหน้าอย่างน้อย 1 ช้อนชา เลือก SPF 30 ขึ้นไปที่ป้องกันทั้ง UVA และ UVB ทาก่อนออกแดดราว 15 นาที และทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงหรือทันทีหลังเหงื่อออกมาก NHS ย้ำว่าไม่ควรพึ่งครีมกันแดดอย่างเดียว ให้ใช้ร่ม หมวก และเสื้อผ้าร่วมด้วย

ผิวหมองคล้ำ ควรปรับการใช้ชีวิตอย่างไร?

เริ่มจากนอน 7 ชั่วโมงขึ้นไปและนอนตื่นเวลาเดิม ถ้าสูบบุหรี่ให้เลิก ลดแอลกอฮอล์ กินผักและผลไม้สดให้หลากหลายในทุกมื้อ ดื่มน้ำให้พอโดยเฉพาะวันที่อากาศร้อนและเหงื่อออก และออกกำลังกายเกือบทุกวัน

ขัดผิวบ่อย ๆ ช่วยให้ผิวไม่หมองไหม?

ขัดแรงหรือบ่อยเกินไปทำให้ผิวแดงและระคายเคืองได้ American Academy of Dermatology แนะนำให้เลือกวิธีที่เหมาะกับสภาพผิว ยิ่งวิธีแรงยิ่งควรทำห่างขึ้น ถูเบา ๆ เป็นวงกลมราว 30 วินาที แล้วทามอยส์เจอไรเซอร์ทันที และไม่ขัดผิวที่มีแผลหรือผิวที่ไหม้แดด

ผิวหมองแบบไหนควรไปพบแพทย์ผิวหนัง?

ควรพบแพทย์เมื่อมีรอยหรือจุดสีเข้มที่เกิดขึ้นใหม่หรือขยายเร็ว สีผิวเปลี่ยนไปเร็วโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ไฝที่เปลี่ยนขนาด รูปร่าง หรือสี มีอาการคัน เจ็บ อักเสบ มีเลือดออก หรือตกสะเก็ด รอยใหม่บนผิวที่อยู่นานหลายสัปดาห์แล้วยังไม่หาย หรือผิวแห้งมากจนคันและดูแลเองแล้วไม่ดีขึ้น