วิตามินอี
วิตามินอีคือชื่อรวมของสารประกอบที่ละลายในไขมันแปดชนิด แบ่งเป็นโทโคฟีรอลสี่ชนิดและโทโคไทรอีนอลสี่ชนิด ในบรรดาแปดชนิดนี้ มีเพียงแอลฟา-โทโคฟีรอลที่ร่างกายมนุษย์คงระดับไว้ในเลือด และเป็นรูปที่ใช้กำหนดค่าปริมาณที่แนะนำต่อวัน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่จึงให้แอลฟา-โทโคฟีรอลเป็นหลัก
วิตามินอีคือวิตามินที่ละลายในไขมัน และโดยทั่วไปถูกอธิบายว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทำงานในส่วนที่เป็นไขมันของร่างกาย พบตามธรรมชาติในน้ำมันพืช ถั่วเปลือกแข็ง และเมล็ดพืช และเนื่องจากละลายในไขมันจึงรับประทานพร้อมอาหารที่มีไขมัน วิตามินอีมักถูกกล่าวถึงคู่กับโคเอนไซม์ คิวเท็น เพราะมีการศึกษาทั้งสองสารร่วมกันในห้องปฏิบัติการ ข้อความเหล่านี้อธิบายตัวสารอาหารเอง ไม่ใช่ข้อความเกี่ยวกับผลต่อร่างกาย
เกี่ยวกับส่วนประกอบนี้
วิตามินอีเป็นชื่อของตระกูลสารแปดชนิดที่เกี่ยวข้องกัน ไม่ใช่โมเลกุลเดียว ได้แก่ โทโคฟีรอลสี่ชนิดและโทโคไทรอีนอลสี่ชนิด แอลฟา-โทโคฟีรอลถูกใช้เป็นรูปอ้างอิง เพราะเป็นรูปที่ร่างกายเก็บไว้และนำไปใช้ได้มากที่สุด และเป็นรูปที่ใช้ระบุบนฉลากและในค่าปริมาณต่อวัน รูปธรรมชาติสร้างขึ้นโดยพืช ส่วนอีกรูปหนึ่งได้จากการสังเคราะห์ ซึ่งทั้งสองไม่เท่ากัน ดังที่อธิบายในหัวข้อถัดไป
แหล่งที่มาจากอาหาร
ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืช และน้ำมันพืช เป็นแหล่งแอลฟา-โทโคฟีรอลที่ดีที่สุด และผักใบเขียวกับซีเรียลเสริมสารอาหารก็ให้ในปริมาณที่มีความหมาย ข้อสังเกตที่ NIH ODS ระบุไว้คือ วิตามินอีส่วนใหญ่ในอาหารของชาวอเมริกันอยู่ในรูปแกมมา-โทโคฟีรอล ซึ่งมาจากน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันคาโนลา น้ำมันข้าวโพด และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากน้ำมันเหล่านั้น ไม่ใช่รูปแอลฟาที่ใช้กำหนดค่าที่แนะนำ ค่าปริมาณสารอาหารที่แนะนำต่อวันของสหรัฐฯ สำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่ 15 มิลลิกรัมของแอลฟา-โทโคฟีรอล และค่า Daily Value ที่ใช้บนฉลากอาหารของสหรัฐฯ ก็เท่ากับ 15 มิลลิกรัม สำหรับผู้ใหญ่และเด็กอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป วัตถุดิบเชิงพาณิชย์มีสองสาย คือการสกัดจากน้ำมันพืชและการสังเคราะห์ทางเคมี
รูปแบบและการดูดซึม
ความต่างที่สำคัญที่สุดของวัตถุดิบวิตามินอีคือธรรมชาติกับสังเคราะห์ รูปธรรมชาติบนฉลากเขียนว่า d-แอลฟา-โทโคฟีรอล ส่วนรูปสังเคราะห์เขียนว่า dl-แอลฟา-โทโคฟีรอล ซึ่งเป็นส่วนผสมของหลายรูปที่เกี่ยวข้องกัน และร่างกายคงไว้เพียงบางรูปเท่านั้น NIH ODS จึงระบุว่าแอลฟา-โทโคฟีรอลสังเคราะห์ในน้ำหนักมิลลิกรัมเท่ากัน มีกิจกรรมเพียงครึ่งหนึ่งของรูปธรรมชาติ ตัวเลขแปลงหน่วยที่ใช้คือ 1 มิลลิกรัม เท่ากับ 1.49 IU สำหรับรูปธรรมชาติ และ 2.22 IU สำหรับรูปสังเคราะห์ ดังนั้น 15 มิลลิกรัมของรูปธรรมชาติเท่ากับ 22.4 IU ขณะที่ 15 มิลลิกรัมของรูปสังเคราะห์เท่ากับ 33.3 IU นอกจากนี้วัตถุดิบมักอยู่ในรูปเอสเทอร์เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา และเนื่องจากละลายในไขมันจึงควรรับประทานพร้อมมื้ออาหารที่มีไขมัน
สถานะงานวิจัย
งานวิจัยในมนุษย์เกี่ยวกับวิตามินอีมีการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมขนาดใหญ่หลายฉบับ รวมถึงการศึกษาที่ให้วิตามินอี 400 IU ร่วมกับวิตามินซี ในผู้เข้าร่วมหลายพันคนเป็นเวลาหลายปี ลักษณะสำคัญของฐานหลักฐานนี้คือการทดลองจำนวนมากให้วิตามินอีร่วมกับสารอื่น เช่น วิตามินซี เบต้าแคโรทีน ซีลีเนียม และสังกะสี ซึ่งทำให้แยกผลของวิตามินอีออกมาต่างหากได้ยาก อีกประเด็นหนึ่งคือการทดลองส่วนใหญ่ใช้ปริมาณที่สูงกว่าค่าที่แนะนำต่อวันมาก จึงไม่สะท้อนการได้รับจากอาหารตามปกติ ปัจจุบันยังไม่มีการอนุมัติข้อความกล่าวอ้างจาก อย. สำหรับผลิตภัณฑ์บนเว็บไซต์นี้ หน้านี้จึงนำเสนอวิตามินอีในหน้านี้ในฐานะส่วนประกอบ ไม่ใช่ในฐานะประโยชน์
ความปลอดภัยและข้อควรระวัง
คณะกรรมการอาหารและโภชนาการของสหรัฐฯ กำหนดค่าปริมาณสูงสุดที่ยอมรับได้ต่อวัน (UL) ของวิตามินอีสำหรับผู้ใหญ่ไว้ที่ 1,000 มิลลิกรัมของแอลฟา-โทโคฟีรอลจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยใช้กับทั้งรูปธรรมชาติและรูปสังเคราะห์ สำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรอายุ 14 ถึง 18 ปี ค่านี้อยู่ที่ 800 มิลลิกรัม ประเด็นด้านความปลอดภัยที่กล่าวถึงบ่อยที่สุดคือความเสี่ยงต่อการมีเลือดออกที่เพิ่มขึ้นเมื่อได้รับปริมาณสูง ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด และผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัด จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน ข้อสังเกตเฉพาะสำหรับประเทศไทยคือ วิตามินอีไม่ปรากฏเป็นรายการเดี่ยวในบัญชีแนบท้ายคำแนะนำการใช้ส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของ อย. ฉบับ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 เนื่องจากวิตามินอยู่ภายใต้ประกาศคนละฉบับ หน้านี้จึงไม่ระบุตัวเลขเพดานของ อย. สำหรับวิตามินอี ผู้ที่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร และผู้ที่ใช้ยาตามใบสั่งแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มรับประทาน และโปรดปฏิบัติตามปริมาณที่ระบุบนฉลากเสมอ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
จุดที่ควรตรวจสอบบนฉลาก
มีห้าประเด็นที่ตรวจสอบได้จากฉลากผลิตภัณฑ์วิตามินอี ประการแรกและสำคัญที่สุดคือคำนำหน้า d หรือ dl ซึ่งบอกว่าเป็นรูปธรรมชาติหรือสังเคราะห์ และมีผลโดยตรงต่อการแปลงหน่วย IU เป็นมิลลิกรัม ประการที่สองคือคำต่อท้ายว่าอะซิเตตหรือซักซิเนต ซึ่งเป็นรูปเอสเทอร์ที่ใช้เพื่อความคงตัว และตามหลังได้ทั้ง d และ dl คำต่อท้ายจึงไม่ได้บอกที่มา ตัวบ่งชี้ที่มาคือคำนำหน้า ประการที่สามคือหน่วยที่ใช้ ฉลากรุ่นเก่าและสินค้านำเข้าบางรายการยังใช้ IU ขณะที่ฉลากรุ่นใหม่ใช้มิลลิกรัม 400 IU ของรูปธรรมชาติเท่ากับ 268 มิลลิกรัม ส่วน 400 IU ของรูปสังเคราะห์เท่ากับ 180 มิลลิกรัม ประการที่สี่คือคำว่าโทโคฟีรอลผสม ซึ่งหมายถึงส่วนผสมของแอลฟา เบต้า แกมมา และเดลตา โดยอาจไม่ระบุสัดส่วน จึงไม่เท่ากับแอลฟา-โทโคฟีรอลล้วน ประการที่ห้าคือการเก็บรักษาให้พ้นแสงและความร้อน นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายในประเทศไทยทุกรายการต้องมีเลขสารบบอาหาร (อย.) บนฉลาก
- NIH Office of Dietary Supplements – เอกสารข้อเท็จจริงวิตามินอี สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ↗
- Linus Pauling Institute (Oregon State University) – ข้อมูลวิตามินอี ↗
หน้านี้เป็นข้อมูลความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสารอาหาร โดยอธิบายตัวสารอาหารเอง ไม่ใช่ข้อความเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจัดเป็นอาหาร ไม่ใช่ยา และไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค เอกสารอ้างอิงที่แสดงไว้ข้างต้นเป็นแหล่งข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณะ ไม่ใช่ข้อความกล่าวอ้างของผลิตภัณฑ์
เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ เมื่อคุณกดยอมรับ เราจะสามารถแสดงเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจของคุณได้มากขึ้น และหากต้องการเปลี่ยนความยินยอม สามารถทำได้ทุกเมื่อโดยคลิก “การตั้งค่าคุกกี้” นโยบายการใช้คุกกี้



