วิตามินดี
วิตามินดีคือวิตามินที่ละลายในไขมัน มีสองรูปแบบหลัก คือวิตามินดี 2 หรือเออร์โกแคลซิเฟอรอล ซึ่งมาจากพืชและเห็ดรา และวิตามินดี 3 หรือโคลีแคลซิเฟอรอล ซึ่งเป็นรูปที่ผิวหนังมนุษย์สร้างขึ้นเมื่อได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตบี วิตามินดีจึงต่างจากวิตามินอื่นตรงที่ร่างกายสร้างขึ้นเองได้ในสภาวะที่เหมาะสม
วิตามินดีคือวิตามินที่ละลายในไขมัน และมีจุดที่ต่างจากวิตามินอื่นคือร่างกายสร้างขึ้นเองได้ที่ผิวหนังเมื่อได้รับแสงแดด วิตามินดีที่ได้รับจากอาหารหรือที่ผิวหนังสร้างขึ้นยังไม่อยู่ในรูปที่ทำงาน ต้องผ่านการเปลี่ยนที่ตับและที่ไตก่อน โดยการตรวจสถานะวิตามินดีในเลือดวัดจากรูปที่ตับสร้างขึ้น คือ 25-ไฮดรอกซีวิตามินดี เอกสารด้านโภชนาการระบุว่าวิตามินดีเกี่ยวข้องกับการดูดซึมแคลเซียมจากอาหาร ซึ่งเป็นการอธิบายตัวสารอาหาร ไม่ใช่ข้อความเกี่ยวกับผลของผลิตภัณฑ์
เกี่ยวกับส่วนประกอบนี้
วิตามินดีเป็นชื่อรวมของสองรูปแบบที่เกี่ยวข้องกัน วิตามินดี 3 เกิดขึ้นที่ผิวหนังเมื่อได้รับรังสียูวีบีจากแสงแดด ส่วนวิตามินดี 2 ได้จากยีสต์และเห็ดที่ผ่านการฉายรังสียูวี จุดที่ควรทราบคือปริมาณที่ผิวหนังสร้างขึ้นไม่ได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลาที่อยู่กลางแดด แต่จะคงที่ในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุผลที่การได้รับแสงแดดมากเกินไปไม่ทำให้เกิดภาวะวิตามินดีเป็นพิษ
แหล่งที่มาจากอาหาร
อาหารตามธรรมชาติที่มีวิตามินดีมีไม่มากนัก แหล่งหลักคือปลาทะเลที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน และปลาทู รวมถึงน้ำมันตับปลา ไข่แดง และเห็ดที่ผ่านการฉายรังสียูวี ในหลายประเทศวิตามินดีจึงถูกเติมลงในนมและซีเรียล ค่าปริมาณสารอาหารที่แนะนำต่อวันของสหรัฐฯ อยู่ที่ 15 ไมโครกรัม หรือ 600 IU สำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ โดย 1 ไมโครกรัมของโคลีแคลซิเฟอรอลเท่ากับ 40 IU สถานะวิตามินดีในร่างกายวัดจากระดับ 25-ไฮดรอกซีวิตามินดีในเลือด และระดับต่ำกว่า 50 นาโนโมลต่อลิตร ถือว่าไม่เพียงพอ ปัจจัยที่มีผลนอกเหนือจากอาหาร ได้แก่ ละติจูด ฤดูกาล เวลาที่อยู่กลางแจ้ง สีผิว การใช้ครีมกันแดด และการสวมเสื้อผ้าคลุมร่างกาย วัตถุดิบเชิงพาณิชย์ของวิตามินดี 3 ส่วนใหญ่ได้จากลาโนลินซึ่งเป็นไขมันจากขนแกะ และมีทางเลือกจากไลเคนสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้วัตถุดิบจากสัตว์ ส่วนวิตามินดี 2 ได้จากยีสต์
รูปแบบและการดูดซึม
วัตถุดิบวิตามินดีต่างกันสองเรื่อง คือรูปแบบและหน่วยที่ใช้ NIH ODS ระบุว่าที่ปริมาณระดับโภชนาการ วิตามินดี 2 และวิตามินดี 3 ให้ผลเทียบเท่ากัน แต่ที่ปริมาณสูงวิตามินดี 2 มีความแรงน้อยกว่า จุดนี้มีความหมายเมื่อเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ที่ให้ปริมาณสูง หน่วยที่ใช้บนฉลากมีทั้งไมโครกรัมและ IU โดย 1 ไมโครกรัมเท่ากับ 40 IU ดังนั้น 15 ไมโครกรัมเท่ากับ 600 IU และ 100 ไมโครกรัมเท่ากับ 4,000 IU วิตามินดีละลายในไขมัน ผลิตภัณฑ์จึงมักเป็นซอฟต์เจลในน้ำมัน หรือหยดในน้ำมัน และรับประทานพร้อมมื้ออาหารที่มีไขมัน สำหรับผู้ที่ไม่รับประทานผลิตภัณฑ์จากสัตว์ วิตามินดี 2 จากยีสต์และวิตามินดี 3 จากไลเคนเป็นทางเลือกที่ระบุไว้บนฉลากได้
สถานะงานวิจัย
งานวิจัยในมนุษย์เกี่ยวกับวิตามินดีมีปริมาณมหาศาลและรวมถึงการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมขนาดใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมหลายหมื่นคน ประเด็นที่ทำให้ฐานหลักฐานนี้ตีความยากมีสองเรื่อง เรื่องแรกคือระดับเริ่มต้นของผู้เข้าร่วมต่างกันมาก การทดลองในประชากรที่มีระดับเพียงพออยู่แล้วย่อมแสดงผลได้ยากกว่าการทดลองในประชากรที่มีระดับต่ำ เรื่องที่สองคือปริมาณและรูปแบบการให้ที่ใช้ต่างกันมาก ตั้งแต่ให้ทุกวันไปจนถึงให้เป็นก้อนใหญ่ทุกเดือน ตัวอย่างเช่น การทดลอง BEST-D ในสหราชอาณาจักรที่มีผู้เข้าร่วม 305 คน อายุ 65 ปีขึ้นไป พบว่าระดับเฉลี่ยเพิ่มจาก 50 นาโนโมลต่อลิตร เป็น 137 และ 102 นาโนโมลต่อลิตร ในกลุ่มที่ได้รับ 4,000 IU และ 2,000 IU ต่อวันตามลำดับ ปัจจุบันยังไม่มีการอนุมัติข้อความกล่าวอ้างจาก อย. สำหรับผลิตภัณฑ์บนเว็บไซต์นี้
ความปลอดภัยและข้อควรระวัง
คณะกรรมการอาหารและโภชนาการของสหรัฐฯ กำหนดค่าปริมาณสูงสุดที่ยอมรับได้ต่อวัน (UL) ของวิตามินดีสำหรับเด็กและผู้ใหญ่อายุตั้งแต่ 9 ปีขึ้นไปไว้ที่ 100 ไมโครกรัม หรือ 4,000 IU สำหรับเด็กเล็กค่านี้ต่ำกว่า คือ 75 ไมโครกรัม (3,000 IU) สำหรับอายุ 4 ถึง 8 ปี และ 63 ไมโครกรัม (2,500 IU) สำหรับอายุ 1 ถึง 3 ปี ภาวะวิตามินดีเป็นพิษเกือบทั้งหมดเกิดจากการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากเกินไป ไม่ได้เกิดจากแสงแดด และระดับ 25-ไฮดรอกซีวิตามินดีในเลือดที่สูงกว่า 500 นาโนโมลต่อลิตรอย่างต่อเนื่อง ถือว่าอาจเป็นพิษ สำหรับประเทศไทย คำแนะนำของ อย. ฉบับ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ระบุตัวเลขวิตามินดีรวมไม่เกิน 15 ไมโครกรัมต่อวัน ไว้ในลำดับที่ 367 ในฐานะเงื่อนไขที่ผูกกับน้ำมันตับปลาค็อดแอตแลนติก ซึ่งเท่ากับค่าที่แนะนำต่อวันของสหรัฐฯ พอดี และต่ำกว่าเพดานความปลอดภัยของสหรัฐฯ มาก ผู้ที่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่ใช้ยาตามใบสั่งแพทย์ และผู้ที่รับประทานแคลเซียมเสริมอยู่ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มรับประทาน และโปรดปฏิบัติตามปริมาณที่ระบุบนฉลากเสมอ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค
จุดที่ควรตรวจสอบบนฉลาก
มีสามประเด็นที่ตรวจสอบได้จากฉลากผลิตภัณฑ์วิตามินดี ประการแรกคือรูปแบบ ฉลากควรระบุว่าเป็นวิตามินดี 2 (เออร์โกแคลซิเฟอรอล) หรือวิตามินดี 3 (โคลีแคลซิเฟอรอล) ประการที่สองคือหน่วย ฉลากอาจใช้ไมโครกรัมหรือ IU และควรแปลงให้อยู่ในหน่วยเดียวกันก่อนเปรียบเทียบ โดย 1 ไมโครกรัมเท่ากับ 40 IU ประการที่สามคือปริมาณรวมจากทุกผลิตภัณฑ์ เพราะวิตามินดีปรากฏอยู่ในวิตามินรวม ผลิตภัณฑ์แคลเซียม และสูตรผสมหลายชนิด และเพดานเป็นปริมาณรวมต่อวัน นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายในประเทศไทยทุกรายการต้องมีเลขสารบบอาหาร (อย.) บนฉลาก
- NIH Office of Dietary Supplements – เอกสารข้อเท็จจริงวิตามินดี สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ↗
- MedlinePlus (U.S. National Library of Medicine) – วิตามินดี ↗
- อย. – คำแนะนำการใช้ส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (8 ก.ค. 2567) ลำดับ 367 น้ำมันตับปลาค็อด ↗
หน้านี้เป็นข้อมูลความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับสารอาหาร โดยอธิบายตัวสารอาหารเอง ไม่ใช่ข้อความเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจัดเป็นอาหาร ไม่ใช่ยา และไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค เอกสารอ้างอิงที่แสดงไว้ข้างต้นเป็นแหล่งข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณะ ไม่ใช่ข้อความกล่าวอ้างของผลิตภัณฑ์
เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ เมื่อคุณกดยอมรับ เราจะสามารถแสดงเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจของคุณได้มากขึ้น และหากต้องการเปลี่ยนความยินยอม สามารถทำได้ทุกเมื่อโดยคลิก “การตั้งค่าคุกกี้” นโยบายการใช้คุกกี้


