ใช้มือถือและคอมทั้งวัน แสงสีฟ้าทำร้ายผิวไหม?
งานวิจัยตอนนี้ยังไม่พบว่าแสงสีฟ้าจากมือถือและคอมพิวเตอร์เป็นอันตรายต่อผิว บทปริทัศน์อย่างเป็นระบบปี 2022 ไม่ได้จัดแสงสีฟ้าจากหน้าจอเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสีผิว รอยแดง หรือการเปลี่ยนแปลงของผิวจากแสง ส่วนแหล่งแสงสีฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตประจำวันคือแสงแดด สิ่งที่ทำได้จริงจึงเป็นเรื่องพื้นฐาน คือทาครีมกันแดดทุกวัน พักสายตาจากจอเป็นระยะ และเลิกใช้หน้าจอก่อนเข้านอน
ใช้มือถือและคอมทั้งวัน แสงสีฟ้าทำให้ผิวแก่เร็วจริงไหม?
ยังไม่มีหลักฐานที่ชี้เช่นนั้น คำถามนี้มีงานวิจัยที่ตอบได้ตรงที่สุดคือบทปริทัศน์อย่างเป็นระบบของ Ceresnie และคณะ (2022) ซึ่งพิจารณาเฉพาะแสงสีฟ้าที่มาจากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
บทปริทัศน์ปี 2022 พบอะไร
ผู้วิจัยค้นบทความจากฐานข้อมูลการแพทย์ที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1946 ถึงเดือนมีนาคม 2022 พบบทความที่เกี่ยวข้อง 88 ชิ้น แต่เข้าเกณฑ์เพียง 9 ชิ้น (ศึกษาในเซลล์ 6 ชิ้น และในคนหรือสัตว์ 3 ชิ้น) ผลการประเมินคือ ไม่ได้จัดแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสีผิว รอยแดง หรือผิวที่ดูเหลือง และไม่ได้จัดเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของผิวจากแสง
ข้อจำกัดของหลักฐาน
ผู้วิจัยระบุเองว่างานวิจัยที่เข้าเกณฑ์ยังมีน้อย และหลายชิ้นวัดปริมาณแสงได้ไม่ตรงกับการใช้หน้าจอจริง ความมั่นใจของข้อสรุปจึงยังต่ำ และควรมีการศึกษาที่มีคุณภาพเพิ่มเติม คำตอบที่ตรงที่สุดในตอนนี้คือ "ยังไม่พบว่าเป็นอันตราย" ไม่ใช่ "พิสูจน์แล้วว่าไม่มีผลใด ๆ"
แสงสีฟ้าคืออะไร และมาจากไหน?
แสงสีฟ้าคือส่วนของแสงที่ตามองเห็นซึ่งมีความยาวคลื่นสั้น อยู่ในช่วงราว 400 ถึง 500 นาโนเมตร ความยาวคลื่นที่สั้นทำให้มีพลังงานมากกว่าแสงช่วงคลื่นยาว จึงมักถูกพูดถึงคู่กับรังสียูวี ทั้งที่รังสียูวีอยู่นอกช่วงแสงที่ตามองเห็น
แสงแดดคือแหล่งใหญ่ที่สุด
American Academy of Ophthalmology (AAO) ระบุว่าแหล่งแสงสีฟ้าที่ใหญ่ที่สุดคือแสงแดด แสงสีฟ้ารวมกับแสงสีอื่นกลายเป็นแสงขาวที่เราเห็นในเวลากลางวัน การเดินกลางแจ้งตอนกลางวันจึงได้รับแสงสีฟ้ามากกว่าการนั่งหน้าจอในอาคาร
หน้าจอและหลอดไฟ
หลอดฟลูออเรสเซนต์ หลอดตะเกียบ หลอด LED และจอโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ และโทรทัศน์ ก็ปล่อยแสงสีฟ้าเช่นกัน ความแตกต่างอยู่ที่ปริมาณและระยะเวลา คนที่ทำงานหน้าจอทั้งวันได้รับแสงจากจอเป็นเวลานาน แต่ความเข้มของแสงต่ำกว่าแสงแดดกลางแจ้ง
งานวิจัยที่พบว่าแสงสีฟ้าทำให้ผิวคล้ำ ใช้แสงมากแค่ไหน?
ข่าวที่บอกว่า "แสงสีฟ้าทำให้ผิวคล้ำ" มักมาจากการศึกษาที่ฉายแสงสีฟ้าเข้มข้นลงบนผิวโดยตรงในห้องปฏิบัติการ ซึ่งต่างจากการใช้มือถือในชีวิตจริง
การศึกษาแบบสุ่มปี 2020
Campiche และคณะ (2020) ศึกษาในอาสาสมัครหญิงสุขภาพดี 33 คน อายุ 21 ถึง 41 ปี ที่มีผิวเฉดกลางถึงเข้ม (ประเภทผิว III และ IV) โดยฉายแสงสีฟ้าความยาวคลื่น 450 นาโนเมตร ครั้งละ 60 จูลต่อตารางเซนติเมตร ติดต่อกัน 4 วัน รวมราว 240 จูลต่อตารางเซนติเมตร ผลคือผิวบริเวณที่ฉายแสงมีสีเข้มขึ้นทันที ในช่วงฟื้นตัวหลังหยุดฉายแสง สีจางลงบางส่วน แต่ยังเข้มกว่าเดิมจนถึงวันที่ 28 ของการติดตาม
ปริมาณแสงเทียบกับชีวิตจริง
ผู้วิจัยระบุว่าปริมาณแสงสีฟ้าแต่ละครั้งเทียบได้กับการอยู่กลางแดดช่วงเที่ยงวันในฤดูร้อนของยุโรปกลางราวหนึ่งชั่วโมง กล่าวคือเป็นระดับของแสงแดด ไม่ใช่ระดับของหน้าจอ บทปริทัศน์ปี 2022 จึงระบุว่ายังไม่ชัดว่าผลจากการศึกษาลักษณะนี้นำมาใช้กับการใช้หน้าจอในชีวิตจริงได้หรือไม่
ถ้าห่วงผิว ควรป้องกันแสงแดดอย่างไร?
เมื่อแสงแดดเป็นแหล่งแสงที่ใหญ่ที่สุด การป้องกันแดดจึงเป็นเรื่องแรกที่ควรทำ ไม่ว่าจะทำงานหน้าจอหรือไม่
ครีมกันแดดแบบไหน ทาเท่าไร
- สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งสหรัฐอเมริกา (AAD) แนะนำครีมกันแดดชนิดปกป้องกว้าง (broad-spectrum) ซึ่งกันได้ทั้ง UVA และ UVB ค่า SPF 30 ขึ้นไป และกันน้ำ
- ใบหน้าใช้อย่างน้อย 1 ช้อนชา หรือราวความยาวของนิ้วชี้และนิ้วกลาง ส่วนทั้งตัวสำหรับผู้ใหญ่ใช้ราว 1 ออนซ์ (ประมาณหนึ่งแก้วช็อต)
- ทาซ้ำราวทุก 2 ชั่วโมงเมื่ออยู่กลางแจ้ง หรือหลังว่ายน้ำหรือเหงื่อออก
- หากกังวลเรื่องแสงที่ตามองเห็น AAD แนะนำครีมกันแดดชนิดมีสี (tinted) ค่า SPF 30 ขึ้นไป ซึ่งมีไอรอนออกไซด์ที่ช่วยปกป้องผิวจากผลเสียของแสงที่ตามองเห็น
ดูดัชนียูวีก่อนออกไปข้างนอก
องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าเมื่อดัชนียูวีอยู่ที่ 3 ขึ้นไป ควรป้องกันแดด ได้แก่ หาที่ร่ม สวมเสื้อ หมวก แว่นกันแดด และทาครีมกันแดด เมื่อดัชนียูวีอยู่ที่ 8 ขึ้นไป ควรเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งช่วงเที่ยงวัน รังสียูวีสูงสุดในช่วงราว 4 ชั่วโมงรอบเที่ยงวัน ประเทศไทยมีแดดแรงเกือบทั้งปี การดูดัชนียูวีในแอปพยากรณ์อากาศจึงช่วยวางแผนได้
จ้องจอทั้งวันแล้วตาล้า ควรทำอย่างไร?
หลายคนที่ถามเรื่องแสงสีฟ้ากับผิว กังวลเรื่องดวงตาไปพร้อมกัน AAO ระบุว่ายังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์ดิจิทัลทำอันตรายต่อดวงตา อาการตาล้าและตาแห้งมักมาจากการกะพริบตาน้อยลงขณะจ้องจอ
กะพริบตาน้อยลงขณะจ้องจอ
AAO ระบุว่าโดยปกติคนเรากะพริบตาราว 15 ครั้งต่อนาที แต่ขณะใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ดิจิทัลกะพริบเพียงราว 5 ถึง 7 ครั้งต่อนาที
ปรับการใช้จอ
- ใช้กฎ 20-20-20 คือทุก 20 นาที มองวัตถุที่อยู่ไกลอย่างน้อย 20 ฟุต (ราว 6 เมตร) นานอย่างน้อย 20 วินาที
- นั่งห่างจอคอมพิวเตอร์ราว 25 นิ้ว หรือประมาณช่วงแขน และวางจอให้สายตามองต่ำลงเล็กน้อย
- ปรับความสว่างของจอให้ใกล้เคียงกับแสงในห้อง และเพิ่มความคมชัดของจอ
- AAO ไม่แนะนำแว่นที่อ้างว่าป้องกันดวงตาจากแสงสีฟ้า เพราะยังไม่มีหลักฐานว่าได้ผล
แสงจากหน้าจอตอนกลางคืนมีผลต่อการนอนไหม?
มีผลได้ AAO ระบุว่าแสงสีฟ้ามีผลต่อนาฬิกาชีวภาพ ซึ่งเป็นวงจรการตื่นและการนอนตามธรรมชาติ และแนะนำให้ลดการใช้หน้าจอในช่วง 2 ถึง 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน การวางมือถือก่อนนอนยังช่วยให้เข้านอนได้ตรงเวลา เพราะการเลื่อนหน้าจอมักกินเวลานานกว่าที่ตั้งใจ
สรุปแล้ว เรื่องที่ทำได้จริงสำหรับคนที่ใช้มือถือและคอมทั้งวันเป็นเรื่องธรรมดา คือป้องกันแดดทุกวัน พักสายตาเป็นระยะ และเลิกใช้หน้าจอก่อนเข้านอน หากมีผื่น รอยด่าง หรือสีผิวที่เปลี่ยนไปจนกังวล ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง
คำถามที่พบบ่อย
ใช้มือถือและคอมทั้งวัน แสงสีฟ้าทำให้ผิวแก่เร็วจริงไหม?
แสงสีฟ้าคืออะไร มาจากไหน?
ทำงานในออฟฟิศทั้งวัน ต้องทาครีมกันแดดไหม?
จ้องจอทั้งวันแล้วตาล้า ควรทำอย่างไร?
แว่นกรองแสงสีฟ้าจำเป็นไหม?
- Ceresnie M.S. และคณะ 2022 บทปริทัศน์อย่างเป็นระบบ: ผลของแสงสีฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่อผิวหนัง (Photochem Photobiol Sci) ↗
- Campiche R. และคณะ 2020 แสงสีฟ้ากับเม็ดสีผิว การศึกษาแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุม (Int J Cosmet Sci) ↗
- American Academy of Ophthalmology: Should You Be Worried About Blue Light? ↗
- American Academy of Ophthalmology: Computers, Digital Devices, and Eye Strain ↗
- American Academy of Dermatology: Sunscreen FAQs ↗
- องค์การอนามัยโลก (WHO): Radiation - The ultraviolet (UV) index ↗
เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ เมื่อคุณกดยอมรับ เราจะสามารถแสดงเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจของคุณได้มากขึ้น และหากต้องการเปลี่ยนความยินยอม สามารถทำได้ทุกเมื่อโดยคลิก “การตั้งค่าคุกกี้” นโยบายการใช้คุกกี้
